เดลี่ มิร์เรอร์ สื่ออังกฤษเปิดเผยข่าววงในว่า เวย์น รูนี่ย์ กองหน้าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟันเงินจากการต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมเป็นจำนวนถึง 250,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (ประมาณ 11.7 ล้านบาท)
ข่าวฟุตบอล, ข่าวกีฬาฟุตบอล, ข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, ผลบอล, ผลฟุตบอล, ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ, ข่าวฟุตบอลอังกฤษ, ข่าวฟุตบอลยูฟ่า, ข่าวฟุตบอลวันนี้, ข่าวฟุตบอลอิตาลี, ข่าวฟุตบอลยุโรป, ข่าวฟุตบอลแมนยู, ข่าวฟุตบอล ลิเวอร์พูล, ข่าวฟุตบอลสเปน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวฟุตบอลโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวฟุตบอลโลก แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เวย์น รูนี่ย์กับสัญญาใหม่รูนฟันสัปดาห์ละ2.5แสนปอนด์
ข่าวฟุตบอล รายงานบอกว่าสัญญาฉบับใหม่ของรูนี่ย์ 5 ปีมีมูลค่าถึง 60 ล้านปอนด์ ทำให้รูนี่ย์กลายเป็นักเตะที่มีค่าเหนื่อยแพงที่สุดในพรีเมียร์ลีก แซงหน้ายาย่า ตูเร่ กองกลางของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่รับอยู่ที่ราว 220,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์
วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ข่าวฟุตบอล ปรันเดลลี่ประเดิมจืด!อิตาลีพ่ายโคสต์0-1
ฟุตบอลกระชับมิตร
(เมื่อวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553)
อิตาลี 0 - 1 ไอวอรี่ โคสต์
สนาม : อัพตัน พาร์ค (ลอนดอน, อังกฤษ)
(เมื่อวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553)
อิตาลี 0 - 1 ไอวอรี่ โคสต์
สนาม : อัพตัน พาร์ค (ลอนดอน, อังกฤษ)
ทีมชาติอิตาลี ลงสนามอุ่นเครื่องกับ ไอวอรี่ โคสต์ ที่อัพตัน พาร์ค สนามของทีมเวสต์แฮม ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เกมนี้ เซซาเร่ ปรันเดลลี่ กุนซืออิตาลีส่ง อเมารี, ดานิเอเล่ เด รอสซี่, อันโตนิโอ คาสซาโน่ นำทัพ ส่วน ฟร็องซัวส์ ซาฮุย โค้ชชั่วคราวของไอวอรี่ โคสต์ คุมทีมเป็นนัดแรก หลังจากสเวน-โกรัน อีริคส์สัน ไม่ได้รับการต่อสัญญา โดยทีมมี ยาย่า ตูเร่, เอ็มมานูเอล เอบูเอ้, ซาโลมง กาลูเป็นแกนหลัก แต่พวกเขาต้องขาดผู้เล่นถึง 6 คนมีปัญหาเรื่องวีซ่าทั้ง กงสต็องต์ ยัคปา, ดีดิเย่ร์ ยา โกน็อง, อาร์เธอร์ โบกา, อารูน่า ดินดาน, บาการี่ โกเน่, ค็อฟฟี่ โรมาริซ มิดฟิลด์เซบีย่า

นักเตะทั้งสองทีมลงเล่นท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยครึ่งแรกเริ่มต้น เกมผ่านไปเพียง 3 นาที ซิยาก้า ติเยเน่ แบ็กซ้ายไอวอรี่ โคสต์ทำแฮนด์บอล ทำให้ อิตาลี ได้ลูกฟรีคิก และก็เป็น มาริโอ บาโลเตลลี่ ซัดฟรีคิกเท้าขวาจากนอกกรอบเขตโทษบอลเหินข้ามคานหวุดหวิด
นาที 12 โอกาสเป็นของไอวอรี่ โคสต์ เมื่อ แชร์วินโญ่ ทำทางให้ ซาโลมง กาลู ยิงเท้าขวาระยะไกลติดกองหลังอิตาลี และสี่นาทีต่อมา เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ มิดฟิลด์ไอวอรี่ โคสต์ ได้ยิงเท้าซ้ายจากนอกกรอบเขตโทษไปติด ซัลวาตอเร่ ซิริกู ผู้รักษาประตูอัซซูร์รี่ เซฟไว้ได้อยู่หมัด
จากนั้นทั้งคู่ต่างมีจังหวะยิงไกลแต่ก็ไม่เข้าทั้ง แชร์วินโญ่ นาที 22 และ มาริโอ บาโลเตลลี่ สตาร์อิตาลีนาที 24 โดยสองนาทีถัดมา กาลู ได้บอลจ่ายให้ ติเยเน่ ซัลโวเท้าขวาจากนอกกรอบเขตโทษ บอลเหินข้ามคานไม่กี่หลา
นาที 30 แชร์วินโญ่แผลงฤทธิ์อีกครั้ง ยิงเท้าขวาหน้าประตู บอลพุ่งเข้าข้างตาข่าย และนาที 32 ไอวอรี่ โคสต์น่าได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ ซาโลมง กาลู ทำชิ่งให้ ยาย่า ตูเร่ ยิงจากนอกกรอบเขตโทษเข้าข้างประตู
ท้ายเกมครึ่งแรก นาที 36 ซิโมเน่ เปเป้ กองกลางอิตาลีได้ยิงระยะไกลติด ดาเนี่ยล เยบัวห์ นายทวารไอวอรี่ โคสต์ จบครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอกัน 0-0
มาถึงครึ่งหลัง ฝนยังตกลงมาอยู่ตลอด นาที 47 อันโตนิโอ คาสซาโน่ ผ่านบอลให้ มาร์โก ม็อตต้า ยิงเท้าขวาบอลชนเสาอย่างจัง ชวดโอกาสที่ อิตาลี จะได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย
นาที 55 ไอวอรี่ โคสต์ได้ประตูนำ 1-0 กีย์ เดแมล โยนบอลจากฝั่งขวาให้ โคโล่ ตูเร่ โหม่งหน้าประตูเข้าไป จากนั้นทั้งสองทีมต่างเปลี่ยนผู้เล่นสำรองลงสนามหลายคน
อิตาลี น่าได้ประตูตีเสมอ เมื่อ มัทเทีย คาสซานี่ พาบอลหนีกองหลังไอวอรี่ โคสต์ ก่อนโยนจากริมเส้นฝั่งขวาไปที่เสาสองให้ ฟาบิโอ กวายาเรลล่า โหม่งเข้าข้างตาข่ายนาที 62
เวลาที่เหลืออยู่ทั้งสองทีมต่างเปลี่ยนผู้เล่นสำรองลงสนาม ขณะที่ อิตาลี ทำประตูตีเสมอไม่สำเร็จ จบเกม ไอวอรี่ โคสต์ ชนะ อิตาลี 1-0
ไฟล์ ชื่อเปลี่ยนคู่อิตาลี ในเล่มเล็ก
รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
อิตาลี : ซัลวาตอเร่ ซิริกู - มาร์โก ม็อตต้า, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, คริสเตียน โมลินาโร่ - อันเจโล่ ปาลอมโบ (ริคคาร์โด้ มอนโตลิโว่ น.81) , ดานิเอเล่ เด รอสซี่ - ซิโมเน่ เปเป้ (เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ น.74), อันโตนิโอ คาสซาโน่, มาริโอ บาโลเตลลี่ (มาร์โก บอร์ริเอลโล่ น.59) - อเมารี (ฟาบิโอ กวายาเรลล่า น.59)
สำรองที่ไม่ได้ใช้ : เอมิลิอาโน่ วิเวียโน่ (ผู้รักษาประตู), ลูก้า อันโตนินี่, สเตฟาโน่ ลุคชินี่, มัทเทีย คาสซานี่, จูเซ็ปเป้ รอสซี่, ดาวิเด้ อัสโตรี่, อันเดรีย ลาซซารี่
ใบเหลือง : เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ น.83
ไอวอรี่ โคสต์ : ดาเนี่ยล เยบัวห์ - กีย์ เดแมล (กาเฟิงบา กูลิบาลี่ น.57), โคโล่ ตูเร่, ดีดิเย่ร์ โซโกร่า, ซิยาก้า ติเยเน่ - เอ็มมานูเอล เอบูเอ้, ยาย่า ตูเร่, อิสมาแอล ติโอเต้ - แชร์วินโญ่ (สตีฟ โกฮูรี่ น.92), ซาโลมง กาลู, เซย์ดู เดิงเบีย (ยันนิก ซักโบ น.62)
สำรองที่ไม่ได้ใช้ : บูบาการ์ บาร์รี่ (ผู้รักษาประตู), ซูเลย์มาน บ็องบา, เอแมร์กส์ ฟาเอ้, บรู อ็องกูย่า, ชิลล์ส ยาปิ ยาโป
ใบเหลือง : เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ น.35
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วิเคราะห์ก่อนเกมฟุตบอลโลก 2010 รอบ 4 ทีมสุดท้าย
แจ็คกี้ พาชาว MSN มาวิเคราะห์ก่อนเกมฟุตบอลโลก 2010 รอบ 4 ทีมสุดท้ายในวันที่ 6-7 ก.ค.นี้ 2 คู่ระหว่าง อุรุกวัยพบฮอลแลนด์ และเยอรมันจะพบกับสเปน
เยอรมัน VS สเปน
วันที่ 7 ก.ค. เวลา 01.30 น.
ที่ – เดอร์บัน สเตเดี้ยม, เมืองเดอร์บัน
วันที่ 7 ก.ค. เวลา 01.30 น.
ที่ – เดอร์บัน สเตเดี้ยม, เมืองเดอร์บัน
สถิติรอบแรก ;
เยอรมัน ชนะ 4 แพ้ 1 ยิงได้ 13 เสีย 1
สเปน ชนะ 4 แพ้ 1 ยิงได้ 6 เสีย 2
เยอรมัน ชนะ 4 แพ้ 1 ยิงได้ 13 เสีย 1
สเปน ชนะ 4 แพ้ 1 ยิงได้ 6 เสีย 2
สภาพทีมล่าสุด ;
เยอรมัน ไม่มี โทมัส มุลเลอร์ นักเตะกองกลางด้านขวา ซึ่งติดโทษพักแข้ง ส่วนการบาดเจ็บของ ชไวน์สไตน์เกอร์ นั้นไม่เป็นปัญหา ลงสนามได้ โดยตำแหน่งของมุลเลอร์นั้นน่าจะโดนแทนที่โดย ปิโอตอร์ ทรอชอฟสกี้ ซึ่งเป็นตัวสำรองคนแรกในทีมของ โยกี้ เลิฟ นอกนั้นชุดเดิม
โดย ทรอชอฟสกี้ ต้องยืนด้านขวาแทน มุลเลอร์ แต่สามารถสลับตำแหน่งกันได้อย่างอิสระในเกมรุกทั้ง โอซิล, ทรอชอฟสกี้

ผู้รักษาประตู - นอยเออร์
กองหลัง - 16 ลาห์ม, 3 ฟรีดิช, 17 แมร์เตซัคเกอร์, 20 บัวเต็ง
กองกลาง - 7 ชไวน์สไตน์เกอร์, 6 เกดิรา, 15 ทรอฟชอฟสกี้
กองหน้า - โคลเซ, โพดอลสกี้, โอซิล
สเปน ตัวเต็ม นักเตะไม่ติดโทษแบนเพราะผู้เล่นของสเปนส่วนใหญ่จะโดนทำฟาวล์ ไม่ใช่ไปทำฟาวล์คู่แข่งขัน ส่วนกรณี เฟร์นานโด ตอร์เรส นั้น สเปนจะใช้ลงเล่นข่มกองหลังเยอรมันแน่นอนแม้ว่า ตอร์เรส ฟอร์มแย่มาโดยตลอดก็ตามที
ผู้รักษาประตู - กาสิยาส
กองหลัง - รามอส, ปิเก, ปูโยล, คัปเดบีลา
กองก ลาง - ชาบี เอร์นานเดซ, ชาบี อลอนโซ, บุสเกต
กองหน้า - ตอร์เรส,บียา, อีเนียสต้า
กลยุทธ์ที่ใช้ ;
โยกี้ เลิฟ ไม่น่าเปลี่ยนวิธีการเล่น พวกเขาจะเล่นรอจังหวะให้สเปนบุกเข้าหา เดินเข้ามาทำเกมรุก จากนั้นรอจังหวะในแดนตัวเองอย่างใจเย็น รัดกุม สเปนพลาดเมื่อไหร่ โดนตัดบอลแล้วโต้กลับเร็วทันที นี่คือหมากกลที่ทำให้เยอรมันชนะในสองเกมล่าสุดยิงไป 8 ลูก
เชื่อว่าสเปนจะไม่ผลีผลามในการบุก บิเซนเต้ เดล บอสเก้ จะให้ลูกทีมบุกเข้าหาก็จริง แต่เป็นไปอย่างรอบคอบ ไม่ต้องรีบร้อน นักเตะพยายามเคลื่อนที่กันตลอดเวลา ให้บอลกันแม่นและเร็ว หาช่องตลอด โดยสเปนต้องการครองบอลเอาไว้ให้มากและนานที่สุดเพื่อไม่ให้เยอรมันเล่น
ข้อสำคัญสเปนไม่ต้องการให้เยอรมันได้ใช้ความผิดพลาดของสเปนเลย เนื่องจากกองกลางสเปนชุดนี้ ไม่ใช่ให้บอลแม่นอย่างเดียว ตรงกันข้ามแย่งบอลเก่งอีกต่างหาก ดังนั้นเกมนี้ แผนการของเยอรมันน่าจะลดประสิทธิภาพลง ขณะที่สเปนนั้นอาจเจาะเข้าทำยากสักหน่อย และคงเป็นเกมที่อึดอัด แต่เป้าหมายของพวกเขาคือ ไม่ต้องการให้เยอรมันเล่นบอลและไม่ต้องการเสียประตูแรกให้เยอรมันอีกด้วย
ผลที่คาด ;
สเปน..จะลดประสิทธิภาพเกมโต้กลับของ เยอรมันลง ที่เหลืออยู่ที่พวกเขาว่าจะเจาะได้มั้ย หากไม่เสียประตูแรกให้เยอรมันก่อน...สเปนมีโอกาสย้ำแค้นอีกครั้งจาก ศักยภาพของนักเตะทั้ง 11 คนแรกและตัวสำรองที่มีคุณภาพอย่าง ฟาเบรกาส, ซิลบา, นาบาส กระทั่ง ยอเรนเต้ ที่เล่นลูกโด่งได้ดี
สเปนจะล้มทีมสุดฮอตผ่านเยอรมันเข้าชิงชนะเลิศ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
อุรุกวัย VS ฮอลแลนด์
วันที่ 6 ก.ค. 01 เวลา- 01.30 น.
ที่- กรีนพอยนต์ สเตเดี้ยม เมือง เคปทาวน์
สถิติรอบแรก ;
อุรุกวัย - ชนะ 3 เสมอ 2 ยิงได้ 7 เสีย 2
ฮอลแลนด์ - ชนะ 5 ยิงได้ 9 เสีย 3
ตามสถิติแล้วคู่นี้พบกันมาแล้วสองครั้งในประวัติศาสตร์ ครั้งแรกฟุตบอลโลกปี 1974 ฮอลแลนด์ ชนะ อุรุกวัย 2-0 โดยนักเตะชุดนั้นมีคุณพ่อของดีเอโก ฟอร์ลัน คือ ปาโบล ฟอร์ลัน ลงสนามด้วย ครั้งล่าสุดเป็นนัดอุ่นเครื่องเมื่อปี 1980 เล่นที่บ้านอุรุกวัย ผลอุรุกวัยชนะ 2-0
สภาพทีมล่าสุด ;
เริ่มกันที่ อุรุกวัย ไม่มี 2 นักเตะตัวหลักที่โดนพักแข้ง แบกซ้าย ฟูซิเล่ และ ศูนย์หน้าความหวังของทีม หลุยส์ ซัวเรซ โดยโค้ช ออสการ์ ตาบาเรซ น่าจะส่ง อัลบาโร เปเรรา เล่นแบกซ้าย ส่วนกองหน้านั้น อาบรู จะลงแทน ซัวเรซ ที่โดนพักแข้งหนึ่งนัดจากใบแดงนัดพบกานา ส่วน ดาวิด ลูกาโน กัปตันทีมนั้นน่าจะผ่านการทดสอบความฟิตลงสนามได้
ผู้รักษาประตู - มุสเซรา
กองหลัง - 16 ม.เปเรรา, 2 ลูกาโน, 6 วิคตอริโน, 11 อ.ปาเรรา
กองกลาง - 15 เปเรซ, 17 อาเรบาโล, 20 โลเดโร
กอง หน้า - ฟอร์ลัน, 7 กาวานี, อาบรู
ทางด้านฮอลแลนด์ ก็ขาด 2 ตัวหลักเพราะโทษพักแข้งเหมือนกัน แบกขวา ฟาน เดอ วีล กับ กองกลางตัวรับ ไนเจล เดอ ยอง ถือว่าสำคัญมาก โดย ฟาน มาไวจ์ จะส่ง บูห์ราลูซ เล่นแบกขวา ส่วนตำแหน่งเดอ ยองนั้นน่าจะเป็น เดมี เดอ ซูว์ มากกว่า สไตน์ ชาร์
ผู้รักษาประตู - สเตเคเลนเบิร์ก
กองหลัง - 12 บูห์ลารูซ, 3 ไฮติงก้า, 4 มาไธจ์เซน, 5 ฟาน บรองค์ฮอร์สท์
กองกลาง - 10 ชไนจ์เดอร์, 6 ฟาน บอมเมล, 14 เดอ ซูว์
กองหน้า - 11 รอบเบน, 7 เคาต์, 9 ฟาน เพอร์ซีย์
กลยุทธ์ที่ใช้ ;
การพบกันของคู่นี้ ถูกคาดหมายว่าน่าจะเป็นการต่อสู้กันในเกมรับ เพราะทั้งสองทีมยอดเยี่ยมมากในการป้องกัน 5 เกมที่ผ่านมา ฮอลแลนด์เสียประตู 3 ลูก เป็นการเสียจากจุดโทษ 2 ลูก พึ่งเสียจากการโดนเจาะเข้าทำเกมรุกหรือ โอเพ่น เพลย์ นัดล่าสุด
ขณะอุรุกวัยนั้นเสีย 2 ประตูจากลูกฟรีคิกที่ป้องกันพลาดและลูกยิงไกลนัดล่าสุดที่พบกานา คล้ายๆกับฮอลแลนด์คือ รับรัดกุม เจาะค่อนข้างยาก
น่าติดตาม...สำหรับ ฮอลแลนด์ ที่ขาดหัวใจในการเล่นเกมรับสองคน แบกซ้ายกับกองกลางตัวตัดเกม ขณะที่ อุรุกวัยขาด ศูนย์หน้าตัวความหวังอย่าง ซัวเรซ เจ้าของผลงาน 4 ประตู กับแบกซ้ายตัวหลักทีมไหนจะแก้ปัญหาของตัวเองได้ดีกว่ากัน
ผลที่คาด ;
ฮอลแลนด์มีปัญหาเกมรับก็จริง แต่ แนวรุกของ อุรุกวัยขาด ซัวเรซ ความน่ากลัวลดลงเยอะ ทำให้ อุรุกวัยถูกบีบให้รับอย่างเดียว โดย ฮอลแลนด์ เล่นดึงจังหวะตามเกม ด้วยแนวรุกที่ครบ...พร้อมเจาะกองหลัง ทำให้ ทีมสีส้มจะผ่านเข้าชิงชนะเลิศเป็นสมัยที่ 3 ในประวัติศาสตร์
วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ข่าวฟุตบอลโลก มูโต้โด้ไม่ใช่ต้นเหตุทำฝอยทองตกรอบ
ข่าวฟุตบอลโลก มูโต้โด้ไม่ใช่ต้นเหตุทำฝอยทองตกรอบ
โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือคนใหม่ของเรอัล มาดริด ออกมาปกป้องดาวเตะชาติเดียวกันอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกจอมสับว่าไม่สมควรโดนรุมประณามคนเดียว แต่แข้งฝอยทองทุกคนมีส่วนทำให้ทีมร่วงตกรอบ 16 ทีมเวิลด์คัพ 2010
โปรตุเกสพ่ายสเปน 0-1 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่หนูโด้เล่นไม่ออก แถมหลังเกมยังแสดงกิริยาไม่เหมาะสม ทำให้โดนวิจารณ์หนัก

อย่างไรก็ดี มูรินโญ่ ซึ่งเป็นนายใหม่ของโรนัลโด้ในทีมชุดขาวกล่าวว่า "ผมจะไม่ยอมให้โรนัลโด้ต้องเป็นคนรับผิดชอบความล้มเหลวนี้คนเดียว"
ทีมของผม เมื่อเราชนะ ทุกคนชนะ เมื่อเราแพ้ ผมคือคนแพ้ ดังนั้นตอนนี้โรนัลโด้ควรจะทำใจ และไปพักผ่อนในช่วงวันหยุด เดอะ สเปเชี่ยล วันกล่าว
ข่าวฟุตบอล เยอรมนีแอบกลัวฟ้า-ขาว
"เสือเตี้ย" ดีเอโก้ มาราโดน่า กุนซือทีมชาติอาร์เจนติน่า เชื่อว่าการที่นักเตะทีมชาติเยอรมนี ออกมาวิจารณ์ทีม "ฟ้า-ขาว" ต่างนานานั้นเป็นแค่สงครามจิตวิทยาเนื่องจากจริงๆ แล้ว "อินทรีเหล็ก" กลัวจะแพ้ในการเจอกันรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก วันเสาร์นี้
บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนี กล่าวโจมตีว่าอาร์เจนติน่าชอบกดดันผู้ตัดสิน ขณะที่ ฟิลิปป์ ลาห์ม กัปตันทีมอินทรีเหล็ก ก็ผสมโรงว่านักเตะฟ้า-ขาว รับมือกับความพ่ายแพ้ไม่เป็น หลังจากที่เคยมีเรื่องมีราวกันหลังจบเกมที่ เยอรมนี เฉือนชนะในการดวลจุดโทษรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าภาพ

"เราไม่มีเวลาไปคิดถึงคำพูดของ ชไวน์สไตน์เกอร์หรอก พวกเด็กๆ ของผมกำลังคิดถึงเรื่องการลงสนามและรีแมตช์ของปี 2006 เพราะฉะนั้นผมไม่สนใจเรื่องที่เขาพูดถึงเรื่องการดวลจุดโทษ การไล่เตะหรือที่ว่าเราไม่รู้ว่าแพ้ยังไง มันไม่ได้ทำให้เราสนใจเลย" มาราโดน่า กล่าว
"แต่ละเกมมันก็เล่นแตกต่างกันไปและนี่ก็จะต้องเป็นเกมที่ต่างไปแน่ เพราะว่าเราจะลงไปบุกใส่พวกเขาและเล่นกันซึ่งๆ หน้า และนั่นก็เป็นสิ่งที่พวกเขากลัว"
บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนี กล่าวโจมตีว่าอาร์เจนติน่าชอบกดดันผู้ตัดสิน ขณะที่ ฟิลิปป์ ลาห์ม กัปตันทีมอินทรีเหล็ก ก็ผสมโรงว่านักเตะฟ้า-ขาว รับมือกับความพ่ายแพ้ไม่เป็น หลังจากที่เคยมีเรื่องมีราวกันหลังจบเกมที่ เยอรมนี เฉือนชนะในการดวลจุดโทษรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าภาพ

"เราไม่มีเวลาไปคิดถึงคำพูดของ ชไวน์สไตน์เกอร์หรอก พวกเด็กๆ ของผมกำลังคิดถึงเรื่องการลงสนามและรีแมตช์ของปี 2006 เพราะฉะนั้นผมไม่สนใจเรื่องที่เขาพูดถึงเรื่องการดวลจุดโทษ การไล่เตะหรือที่ว่าเราไม่รู้ว่าแพ้ยังไง มันไม่ได้ทำให้เราสนใจเลย" มาราโดน่า กล่าว
"แต่ละเกมมันก็เล่นแตกต่างกันไปและนี่ก็จะต้องเป็นเกมที่ต่างไปแน่ เพราะว่าเราจะลงไปบุกใส่พวกเขาและเล่นกันซึ่งๆ หน้า และนั่นก็เป็นสิ่งที่พวกเขากลัว"
วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553
โยอัคคิม เลิฟ วางตัวยิงจุดโทษแล้ว
ข่าวฟุตบอลโลก โยอัคคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์เยอรมัน ได้วางตัวคนที่จะทำหน้าที่ยิงจุดโทษไว้แล้ว หากเกมที่จะพบกับอาร์เจนตินาเสมอกันในเวลา 120 นาที นักเตะทุกคนจะ ต้องซ้อมยิงจุดโทษคนละ 2 ครั้ง เพราะสถานการณ์บีบคั้นและความตึงเครียดในสนามจะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แฟนบอลในสนามจะสร้างความกดดันให้อย่างมาก จนคุณอาจจะยิงจุดโทษไม่ได้เหมือนตอนที่ซ้อมไว้ เลิฟ กล่าว นอกจาก นี้ อดีตโค้ชทีมสตุ๊ตการ์ท ยังบอกอีกว่า เขาเลือก 5 นักเตะที่จะยิงจุดโทษไว้แล้ว หากเกมในเวลา 120 นาทียังหาทีมชนะไม่ได้ ซึ่งนักเตะที่เลือกไว้คือ ลูคัส โพดอลสกี้ ที่เคยยิงพลาดในรอบแรก ทำให้ทีมแพ้เซอร์เบีย 0-1, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, เมซุต โอซิล, ซามี เคดิรา และมิโรสลาฟ โคลเซ และยังมีสำรองเผื่อไว้อีก 2 คนคือ กัปตันทีม ฟิลิปป์ ลาห์ม และ โธมัส มุลเลอร์
ข่าวฟุตบอล ปาสโตเร ไม่สนใจแข้งเบียร์เปิดศึกน้ำลาย
ฮาเวียร์ ปาสโตเร มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนตินา ทำเมินไม่สนใจหลัง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ดาวเตะทีมเยอรมัน เปิดศึกสงครามน้ำลายจวกแข้ง "ฟ้า-ขาว" ว่ามักทำตัวไม่เคารพผู้ตัดสิน ด้วยการเข้าไปกดดันหรือประท้วงการตัดสิน พร้อมยืนยันสนใจแต่แค่การลงสนามแล้วไปเอนเตอร์เทนแฟนๆเพียงอย่างเดียว
สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 1 ก.ค. เหมือนจะเดือดตั้งแต่ยังไม่ลงสนามฟาดแข้ง สำหรับเกมหยุดโลกที่ อาร์เจนตินา จะลงเล่นเกมรอบแปดทีมสุดท้ายพบกับ เยอรมัน คู่ปรับเก่าที่เคยเขี่ยพวกเขาตกรอบเดียวกันนี้เมื่อครั้งฟุตบอลโลก 2006 เมื่อ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เป็นคนออกมาเปิดประเด็นกล่าวหาว่านักเตะทีม "ฟ้า-ขาว" มักชอบเข้าไปกดดันการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินอยู่เป็นประจำ
อย่าง ไรก็ตาม ฮาเวียร์ ปาสโตเร ดาวเตะวัย 25 ปีจากค่าย ปาแลร์โม กลับเลือกทำเมินไม่ตอบโต้คอมเม้นท์ดังกล่าว เผยใครอยากพูดอะไรก็ให้พูดไป "เขาสามารถพูดอย่างที่เขาอยากพูด แต่สำหรับเรา เราคิดเพียงแต่การลงสนามไปเอนเตอร์เทนคนดูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น"

แมตช์ หยุดโลกคู่ระหว่าง อาร์เจนตินา-เยอรมัน จะลงสนามเล่นกันที่เคปทาวน์ สเตเดียม เมืองเคปทาวน์ วันที่ 3 ก.ค.นี้
สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 1 ก.ค. เหมือนจะเดือดตั้งแต่ยังไม่ลงสนามฟาดแข้ง สำหรับเกมหยุดโลกที่ อาร์เจนตินา จะลงเล่นเกมรอบแปดทีมสุดท้ายพบกับ เยอรมัน คู่ปรับเก่าที่เคยเขี่ยพวกเขาตกรอบเดียวกันนี้เมื่อครั้งฟุตบอลโลก 2006 เมื่อ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เป็นคนออกมาเปิดประเด็นกล่าวหาว่านักเตะทีม "ฟ้า-ขาว" มักชอบเข้าไปกดดันการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินอยู่เป็นประจำ
อย่าง ไรก็ตาม ฮาเวียร์ ปาสโตเร ดาวเตะวัย 25 ปีจากค่าย ปาแลร์โม กลับเลือกทำเมินไม่ตอบโต้คอมเม้นท์ดังกล่าว เผยใครอยากพูดอะไรก็ให้พูดไป "เขาสามารถพูดอย่างที่เขาอยากพูด แต่สำหรับเรา เราคิดเพียงแต่การลงสนามไปเอนเตอร์เทนคนดูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น"

แมตช์ หยุดโลกคู่ระหว่าง อาร์เจนตินา-เยอรมัน จะลงสนามเล่นกันที่เคปทาวน์ สเตเดียม เมืองเคปทาวน์ วันที่ 3 ก.ค.นี้
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ข่าวฟุตบอลโลก ญี่ปุ่น ยื้อปารากวัยถึงดวลโทษซัดพลาดคนเดียวร่วงตกรอบ
ฟุตบอลโลก 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้าย (29 มิ.ย.53)
ปารากวัย 0-0 ญี่ปุ่น (120 นาทีเสมอกัน 0-0, ปารากวัย ชนะจุดโทษ 5-3)
สนาม : ลอฟตัส เวอร์สเฟลด์
ประตู : ไม่มี
ทีม “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น ทีมสุดท้ายของเอเชีย ที่เหลือในฟุตบอลโลกหนนี เจอกับโจทย์ยากอย่างปารากวัย ทีมจอมแกร่งจากอเมริกาใต้ ที่ผ่านเข้ารอบมาเป็นแชมป์ของกลุ่มอี
เกมเริ่มมา 20 วินาที ญี่ปุ่น ขอทักทายก่อนทันทีจากการยิงไกล 30 หลาของ โอคูโบะ แต่ก็หลุดกรอบออกไปเยอะมาก แต่หลังจากนั้นเป็นปารากวัย ที่ครองเกมได้เหนือกว่าแต่ก็ไม่สามารถจะหาช่องเจาะแนวรับของญี่ปุ่นที่ตรึง กันไว้แน่นได้
ปารากวัย เล่นอย่างอึดอัดมาโดยตลอด แต่ก็มาได้จังหวะใกล้เคียงมากที่จะได้ประตูเมื่อใช้การต่อบอลสั้นขึ้นไป บาร์ริออส โชวลีลาพลิกบอลได้สวยก่อนจะพาบอลเข้าไปในเขตโทษได้แล้วแต่ว่ายิงไม่ผ่านขา ของ คาวาชิม่า ที่เซฟได้สำเร็จก่อนที่ โคมาโน จะมาช่วยเคลียร์ได้

แต่นาทีต่อมา ญี่ปุ่น ก็ตอบโต้ได้อย่างน่ากลัวเมื่อเปิดเกมรุกขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ บอลโดนสกัดมาได้แต่มาเข้าทาง มัตสุอิ ได้ตั้งป้อมปั่นบอลลูกพุ่งฮุคโค้งกำลังจะมุดใต้คานแต่ก็ไปชนคานดังสนั่น
นาทีที่ 26 ปารากวัย มีจังหวะอีกครั้งเมื่อได้ลูกเตะมุม บอลเปิดเข้ามากลางประตูบอลถูกสกัดตแต่ไม่ขาดมาตกตรงหน้า โรเก้ ซานตา ครูซ แต่ว่าก็ซัดด้วยซ้ายบอลเฉี่ยวเสาออกไป ก่อนที่เกมจะเปิดแลกกันต่อไป
ญี่ปุ่น เริ่มเปิดหน้าแลกมากขึ้นโดยเฉพาะจังหวะสวนกลับเร็ว มีจังหวะที่ทำชิ่งกันขึ้นมาสวยก่อนที่บอลจะมาถึง ฮอนดะ ส่องไกลจากระยะ 25 หลาแต่บอลหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น ก่อนที่เกมจะยื้อกันไปจนจบครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0
ครึ่งหลังรูปเกมเปิดมากกว่าครึ่งแรกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้มีจังหวะมากนัก เนื่องจากทั้งสองทีมต่างก็บีบพื้นที่กันได้อย่างรัดกุมทำให้เกมเป็นไปอย่าง อึดอัด ยิ่งเล่นก็ยิ่งเกร็งกัน โดยเฉพาะฝ่ายปารากวัย ที่เห็นได้ชัด
ญี่ปุ่น มาเปิดหน้าแลกในช่วง 10 นาทีสุดท้ายและสามารถกดดันทีมจากละตินได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะช่วงท้ายเกม แต่ที่สุดแล้วเกมก็จบลงด้วยการเสมอกันเหมือนเดิม และต้องเล่นกันต่อในการต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที
ช่วงการต่อเวลาทั้งสองทีมเปิดฉากลุยกันใส่แบบไม่มีเหนียมแล้ว และสร้างโอกาสรุกเข้าพื้นที่สุดท้ายกันได้พอสมควร โดย ปารากวัย ถึงขั้นได้โขกจาก บาร์ริออส แต่ว่าก็หลุดกรอบออกไปนิดเดียว
ปารากวัย ที่ส่ง ออสการ์ คาร์โดโซ่ ลงมาเสริมเกมรุกอีก และน่าจะได้สุดๆเมื่อ วัลเดซ ได้พลิกบอลหลุดเข้าไปในเขตโทษได้สวยมากแล้ว แต่ว่า คาวาชิม่า ก็ไวออกมาดักบอลได้ทันเวลา ปารากวัย จะ
แต่ญี่ปุ่น ก็มีลูกสูตรที่น่ากลัวในจังหวะฟรีคิกเยื้องไปทางซ้าย ฮอนดะ กึ่งยิงกึ่งผ่านไปปากประตูโดยที่เพื่อนตามมาเข้าชาร์จไม่ทัน แต่ก็ทำให้ บีญาร์ต้องพุ่งปัดออกไปก่อน
นาทีี่ 101 ปารากวัย ได้เปิดบอลโด่งเข้ามาในเขตโทษ กองหลังญี่ปุ่น สกัดไม่ขาดมาโดน บาร์เน็ตโต้ พยายามจะดีดบอลแต่ก็โด่งข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนที่จะยังไม่มีใครทำอะไรกันได้จนหมดครึ่งแรกของการต่อเวลา
ช่วง 15 นาทีสุดท้ายทั้งสองทีมเริ่มมีอาการป้อแป้ให้เห็น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่เริ่มหมดแรง แต่ก็มีจังหวะโต้กลับขึ้นมา บอลมาถึงเขตโทษให้ โอคาซากิ ตอกส้นคืนกลับมาให้ทามาดะ ได้หลุดในเขตโทษแต่จังหวะสุดท้ายกลับจ่ายไม่ถึง นากามูระ ที่เติมขึ้นมาทำให้พลาดโอกาสไป ก่อนที่สุดท้ายจะจบลงด้วยการเสมอกัน 0-0 ต้องยิงจุดโทษตัดสิน
ในการดวลจุดโทษ ผลปรากฏว่าปารากวัย ยิงเข้าทั้ง 5 คน โดยที่ ญี่ปุ่น พลาดคนเดียวคือ โคมาโนะ ที่ซัดไปชนคาน ทำให้จบเกม ปารากวัย ได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ
ข่าวฟุตบอล บีย่าฮีโร่สเปนเฉือนฝอยทอง 1-0
ข่าวฟุตบอลโลก รอบ 16 ทีมสุดท้าย วันที่ 29 มิ.ย. 2010
สเปน 1-0 โปรตุเกส
ผู้ ทำประตู : 1-0 ดาวิด บีย่า น.63
ใบแดง : ริคาร์โด คอสต้า น.89 (โปรตุเกส)
สนาม : เคป ทาวน์ สเตเดี้ยม
ผู้ ทำประตู : 1-0 ดาวิด บีย่า น.63
ใบแดง : ริคาร์โด คอสต้า น.89 (โปรตุเกส)
สนาม : เคป ทาวน์ สเตเดี้ยม
บิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือ "กระทิงดุ" ใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากที่ชนะ ชิลี โดย ดาวิด บีย่า เป็นกองหน้าคู่กับ เฟร์นานโด ตอร์เรส เช่นเคย ขณะที่ ชาบี อลอนโซ่ มิดฟิลด์เรอัล มาดริด ก็ฟิตกลับมาลงสนามได้หลังจากที่มีปัญหาเจ็บข้อเท้า
ขณะที่ คาร์ลอส เคยรอช โค้ชโปรตุเกส เปลี่ยนแปลงผู้เล่น 2 คนเนื่องจาก แดนนี่ กองหน้าและ ดูด้า มิดฟิลด์ ได้รับบาดเจ็บทำให้ ฮูโก้ อัลเมด้า และ ซิเมา ได้ลงเป็นตัวจริง โดยมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นกัปตันทีมเช่นเคย
เริ่มเกมได้แค่นาทีเดียว ตอร์เรส ได้โอกาสยิงจากบริเวณกรอบเขตโทษ บอลเกือบจะโค้งเข้าประตูอยู่แล้ว แต่ เอดูอาร์โด้ ยังเหินปัดออกไปได้ทันเช่นเดียวกับลูกยิงไกลของ บีย่า ในอีก 2 นาทีต่อมา

นาทีที่ 7 บีย่า พาบอลเลี้ยงลุยมาทางกรายซ้ายได้สวยก่อนจะหาโอกาสยิงยัดเสาแรก แต่นายทวารโปรตุเกส ยังไม่ยอมพลาด โดยหลังจากนั้นทั้งสองทีมเปิดแลกกันอย่างสนุก แต่เป็น สเปน ที่ครองบอลได้มากกว่า
ทว่า นาทีที่ 20 ทีมฝอยทอง เกือบเป็นฝ่ายขึ้นนำเมื่อ ติอาโก้ ได้ซัดเต็มข้อจากบริเวณกรอบเขตโทษ อีเคร์ กาซิยาส ออกมาปัดไม่ค่อยดีทำให้บอลเกือบจะย้อยเข้าประตู แต่จอมหนึบจากเรอัล มาดริด ก็ยังถอยกลับมาปัดออกไปได้ก่อนที่ อัลเมด้า จะโถมโหม่งจ่อๆ
นาทีที่ 28 ทีมฝอยทองมาได้ฟรีคิกระยะประมาณ 35 หลา โรนัลโด้ รับหน้าที่ยิงเช่นเคย บอลพุ่งไปตรงตัว กาซิยาส ที่ทำบอลกระฉอก แต่กองหลังยังช่วยกันสกัดพ้นอันตรายได้ทัน
อีก 2 นาทีต่อมาเป็นโอกาสของ สเปน บ้าง แต่ลูกยิงของ บีย่า ข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย
นาทีที่ 38 ราอูล เมยเรเรส โยนบอลไปที่เสาสอง แต่ อัลเมด้า โหม่งหลุดเสาออกไป และอีก 4 นาทีต่อมา ซิเมา ได้หลุดเดี่ยว แต่ กาซิยาส ยังออกมาสกัดบอลนอกกรอบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะเสมอกัน 0-0 เมื่อจบครึ่งแรก
ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังใช้ผู้เล่นชุดเดิม นาทีที่ 52 โปรตุเกส เกือบขึ้นนำจากจังหวะที่ อัลเมด้า โยนมาหน้าประตู ปูโยล สกัดเกือบจะเข้าประตูตัวเอง แต่โชคดีที่บอลผ่านหน้าประตูไป
นาทีที่ 57 ตอร์เรส ก็ถูกเปลี่ยนตัวออก โดย เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ได้ลงมาแทน และถัดมาแค่ 3 นาที หัวหอกแอธเลติก บิลเบาเกือบจะเป็นซูเปอร์ซับเมื่อได้โหม่งจ่อๆ แต่ เอดูอาร์โด้ ยังโชว์ซูเปอร์เซฟไว้ได้ ก่อนที่ บีย่า จะปั่นบอลหลุดกรอบไปนิดเดียว
นาทีที่ 63 สเปน ต่อบอลกันมาได้สวยก่อนที่ ชาบี จะตอกลูกส้นให้ บีย่า ได้ยิงไปติด เอดูอาร์โด้ ในจังหวะแรก แต่ก็ยังเร็วพอที่จะซ้ำเข้าไปตุงตาข่ายให้ "กระทิงดุ" นำ 1-0
นาทีที่ 70 แชมป์ยูโร 2008 เกือบได้ประตูที่ 2 จากจังหวะที่ เซร์คิโอ รามอส เติมขึ้นสูงก่อนจะลากตัดเข้าในและกดด้วยซ้าย แต่นายทวารฝอยทองยังปัดได้ปลายมือ
จากนั้น โปรตุเกส ก็เปลี่ยนตัวสองคนรวดด้วยการส่ง ลีเอ็ดสัน และ เปโดร เมนเดส ลงมาแทน ซิเมา และ เปเป้ ตามลำดับ
นาทีที่ 77 บีย่า ก็ได้โอกาสยิงบริเวณกรอบเขตโทษอีกครั้ง แต่ยังไม่ผ่านมือ เอดูอาร์โด้
ช่วงท้ายเกมโปรตุเกส มาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เมื่อ ริคาร์โด้ คอสต้า ไปทำฟาวล์นอกเกมใส่ โจน คัปเดบีล่า ทำให้ผู้ตัดสินควักใบแดงไล่ออกจากสนามทันที
ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มกันได้ จบเกม สเปน เฉือนชนะ โปรตุเกส 1-0 และจะเข้าไปพบกับ ปารากวัย ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ในวันที่ 3 ก.ค. นี้
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ข่าวฟุตบอล ฮอลแลนด์ 2-1 สโลวาเกีย เข้ารอบต่อไป
ผลฟุตบอลโลก รอบ 16ทีมสุดท้าย
ฮอลแลนด์ 2-1 สโลวาเกีย
เริ่ม เกม 5 นาทีแรกเป็นทางด้านฮอลแลนด์ทำกเกมได้เหนือกว่าสโลวาเกียเยอะ และมีโอกาสยิงครั้งจากเวสลีย์ สไนจ์เดอร์ แต่บอลก็หลุดกรอบออก และในจังหวพต่อมาเดิร์ค เคาท์ ได้โอกาสซัดด้วยขวา แต่ก็ยังไม่เข้ากรอบประตูอยู่ดี ถึงตอนนี้ฮอลแลนด์ก็ยังเดินเกมบุกอย่างต่อเนื่องใส่สโลวาเกีย
10 นาทีผ่าน เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ ได้โอกาสยิงไกลอีกครั้ง ผู้รักษาประตู สโลวาเกียรับบอลไม่อยู่ เดิร์ค เคาท์ ยิงตามเข้าไปซ้ำ แต่แยน มูค่า ผู้รักษาประตู สโลวาเกียก็ยังเซฟไว้ได้แบบเหลือเชื่อ ถึงตอนนี้ฮอลแลนด์มีโอกาสสร้างเกมรุกได้อย่างต่อเนื่อง
แล้วอีก 8 นาทีต่อมา อาร์เยน ร็อบเบน ก็ทำให้แฟนบอลฮอลแลนด์ได้เฮ จากจังหวะลากเดี่ยวตัดเข้ากลาง แล้วกดด้วยซ้ายบอลพุ่งเบียดเสาแรก อย่างงาม แยน มูค่า ผู้รักษาประตูสโลวาเกียหมดสิทธิรับแน่นอน ฮอลแลนด์นำ สโลวาเกีย 1ต่อ0 ในนาทีที่18
25 นาทีผ่าน ยังเป็นทางด้านฮอลแลนด์เดินเกมบุกใส่อย่างต่อเนื่อง และเกือบมีจังหวะได้ประตูทีสองหลายครั้งจากเวสลีย์ สไนจ์เดอร์ และเดิร์ค เคาท์ ถึงตอนนี้การครองบอล ฮอลแลนด์ดูดีกว่าสโลวาเกียอยู่เยอะ

ในนาที 32 โจวานนี่ ฟาน บรองก์ฮอร์สท์ ได้โอกาสยิงฟรีคิก หน้ากอรบแต่ แยน มูค่า ก็ยังโชว์เทพปัดออกหลังไปได้ เข้าสู้ช่วงท้ายเกม ฮอลแลนด์ก็ยังเดินบุกใส่เพื่อหาประตูที่สองแต่ก็ยังทำเพิ่มไม่ได้ จบครึ่งแรก ฮอลแลนด์ 1 สโลวาเกีย 0
เริ่มเกมมาในครึ่งหลัง สโลวาเกียก็ยังตั้งเกมบุกของตัวเองยังไม่ได้ ยังเป็นฝ่ายตั้งรับเหมื่อนครึ่งแรกไม่มีผิด และ อาร์เยน ร็อบเบน ก็ได้จังหวะครั้งแรกในครึ่งหลัง แต่ แยน มูค่า ก็ยังปัดทิ้งออกไปได้อีก และจังหวะต่อเนื่อง ยอริส มาไธจ์เซ่น ก็ได้จังหวะซัดเต็มด้วยขวา จากการเปิดของเวสลีย์ สไนจ์เดอร์ จากลูกเตะมุม แยน มูค่า ก็ยังปัดทิ้งออกไปได้อีก ต้องบอกว่าเป็นโอกาสที่น่าจะได้ประตูแบบสุดๆ ของฮอลแลนด์เลย
และนาที 58 ฮอลแลนด์ ได้ฟรีคิกทางฝั่งขวาโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ตัดสิ้นใจยิงไกล ร่วม35หลา แยน มูค่า ต้องออกแรงปัดบอลทิ้งไปได้อีกรอบ ต้องบอกเลยว่างานของ แยน มูค่า ตอนนี้เยอะจริงๆ และอีกสองนาทีถัดมา วลาดิเมียร์ ไวส์ ได้โฮกาสยิงไกลครั้งแรกในครึ่งหลัง แต่บอลก็พุ่งหลุดเสาออกไป
นาที 65 เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ ได้จังหวะยิงด้วยขวาเต็มข้อ แต่พุ่งไปติดบล็อกกองหลังของสโลวาเกีย แบบได้ลุ้น และจังหวะต่อมา มิโรสลาฟ สต็อช ได้จังยิงเต็มเท้า หน้ากรอบเขตโทษ แต่มาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก ปัดออกหลังไปแบบหวุดหวิด และในจังหวะต่อมา โรเบิร์ต วิทเท็คได้โอกาสหลุดเดี่ยวเข้าไปล้อเป้า แต่มาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก ก็ยังโชว์เซฟไว้ได้อีกครั้ง
นาที 70 เดิร์ค เคาท์ ได้ยิงเต็มข้อแต่บอลก็หลุดกรอบไปแบบเหลือเชื่อ ตอนนี้ทั้งสองทีมเริ่มเปิดเกมเข้าใส่กัน แบบสุดมัน ต้องบอกเลยว่า แยน มูค่า ในครึ่งแรกหลังเหนื่อยสุดๆ อีก 8 นาที ต่อมา โรเบิร์ต วิทเท็ค ได้ซัดด้วยเท้าขวา โล่งๆ แต่บอลก็เหินข้ามคานไปอย่างไม่น่าเชื่อ
เข้าสู่นาที 85 ฮอลแลนด์ก็มาได้ประตูที่สอง จากจังหวะโยนยามมาให้ เดิร์ค เคาท์ แล้วเปิดกลับเข้าในเขตโทษ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ วิ่งเข้ามาแป ง่ายๆ ตุงตาข่าย ฮอลแลนด์ 2 สโลวาเกีย 0 เข้าสู่ช่วงท้ายเกมสโวาเกียส่งกองหน้ามาเพิ่มถึงสองคนหวังทีจะเอาประตูเพิ่ม แต่ก็ทำอะไรฮอลแลนด์ไม่ได้ ถึงตอนนี้ฮอลแลนด์ เริ่มเคาะบอลไปมาเพื่อหวังจะปิดเกม
แต่ช่วงทดเวลาเจ็บ สโวาเกียมาได้จุดโทษ จากจังหวะที่ มาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก ออกมารวบขา ของ วิทเทค ล้มในเขตโทษ และก็เป็น วิทเทครับหน้าทีสังหาร แล้วก็ไม่พลาด สโลวาเกียไล่มามา 1ต่อ 2 แล้วผู้ตัดสิินก็เป่านกหวีดจบเกม ฮอลแลนด์ เอาชนะ สโลวาเกียไป 2ต่อ1
ข่าวฟุตบอล แซมบ้ายำแซ่บชิลี3:0 ฉลุย8ทีมฟัดฮัศวินสีส้ม
ศึกลูกหนังฟุตบอลโก 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้ายวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน "แซมบ้า" บราซิล ถล่มชิลี ไปแบบขาดลอย 3:0 เดินเข้าสู่รอบ8ทีมสุดท้าย
ศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2553
บราซิล 3:0 ชิลี
ครึ่งแรก เริ่มครึ่งแรกชิลีได้เป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มเล่นก่อน ชิลีก็เปิดเกมบุกทันที แต่ทีมที่ได้ลุ้นก่อนกลับเป็น บราซิลในนาที 4 จากจังหวะโต้กลับเร็วของบราซิล หลุยส์ ฟาเบียโน่ หลุดมาทางขวาเลี้ยงจี้เข้าเขตโทษแล้วซัดด้วยขวาแต่ยิงบดไปมากบอลเลยเสา สองออกหลังไป
บราซิลเริ่มมาเป็นชุด นาที 8 จิลแบร์โต้ ซิลวา ได้ซัดไกลนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งแรงติดไซด์ก้อยทำท่าจะมุดเสาแต่ เคลาดิโอ บราโว่ ยังไม่พลาดกระโดดพุ่งปัดไว้ได้และอึดใจเดียว กาก้า ก็ได้ส่องไกลนอกกรอบบ้างแต่ยังไม่ดีพอ

นาที 13จากลูกวางบอลยาวกลางสนามมาถึงหน้าเขตโทษ อุมเบร์โต้ ซัวโซ่ ยิงเร็วด้วยขวาทันที ชูลิโอ เซซ่าร์ ยังรับไว้ได้ และอีกสองนาทีถัดมา รามิเรส แข้งแซมบ้ามีโอกาสได้ส่องไกลนอกกรอบ เคลาดิโอ บราโว่ นายทวารชิลีล้มตัวรับไว้ได้
ชิลีหาทางเจาะเกมบราซิลลำบากจึงได้ลองส่องไกลนอกกรอบในนาที 22 ของอเล็กซิส ซานเชซ และอีกจังหวะจากการยิงไกลของ กอนซาโล่ ฆาร่า
นาที28บราซิลได้ลูกเตะมุม ดั๊กลาส ไมค่อน เปิดลูกเตะมุมโด่งยาวมาหน้าประตู ฮวน ได้เทกตัวขึ้นโขกแตผิดเหลี่ยมไปมากบอลปลิ้นออกหลังไป
แซมบ้ามาได้ประตูขึ้นนำเป็น 1:0 จน ได้ในนาที 35 จากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา ดั๊กลาส ไมค่อน วางบอลยาวมาหน้าประตู ฮวน ได้กระโดดขึ้นโหม่งไม่พลาดบอลเสียบตาข่ายเข้าไปสุดสวย
นาที 38 บราซิลมาได้ประตูหนีห้างเป็น 2:0 จากจังหวะที่ โรบินโญ่ ลากบอลมาทางกราบซ้ายจ่ายตัดเข้าในให้ กาก้า แล้วแทงบอลเร็วไปหน้าประตู หลุยส์ ฟาเบียโน่ ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษโชว์ทักษะล็อคหลบ เคลาดิโอ บราโว่ ประตูชิลี แล้วยิงเข้าไปจ่อๆแบบเลือดเย็นบอลข้ามเส้นเข้าประตูไป
ช่วงท้ายเกมในครึ่งแรก ยังเป็นบราซิลที่ครองเกมได้มากกว่าและได้ลุ้นจากลูกพุ่งโหม่งของ หลุยส์ ฟาเบียโน่ จบเกมครึ่งแรก "แซมบ้า" บราซิล ยังนำ ชิลี อยู่2:0
ครึ่งหลัง เริ่งเกมครึ่งหลังแค่3นาทีแรกบราซิลก็ได้ลุ้นก่อนอย่างรวดเร็วจากลูกฟรีคิก นอกกรอบทางซ้าย ดาเนียล อัลเวส เป็นคนปั้นบอลเหินข้ามคานหลุดเสาสองออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย
นาที 59 แซมบ้ามาได้ประตูหนีห่างออกไปอีกเป็น 3:0 จากจังหวะที่ รามิเรส ตัดบอลได้จากกลางสนามกระชากบอลลากเลื่อยมาถึงไกล้เขตโทษชิลีแล้วแทงบอลออก ด้านซ้ายให้ โรบินโญ่ ยิงปั้นด้วยขวาบอลเสียบเสาเข้าไปสุดงาม
นาที 66 ชิลีได้ลุ้นตีไข่แตกจากจังหวะที่ อเล็กซิส ซาน จ่าบบอลตัดเข้ากลางให้ ฮอร์เก้ วัลดิเวีย แตะบอลแล้วซัดด้วยขวาใบไม้ล่วงเสียบหลังตาข่ายยังไม่เป็นประตูและอีก3นาที ถัดมา กาก้า ได้มีโอกาสลุ้นประตูจากลูกส่องไกลนอกกรอบแต่บอลเหินข้ามคานออกหลังไป
แซมบ้าบราซิลมาได้โอกาสทองอีกครั้งนาที 73 จากจังหวะโต้กลับเร็ว โรบินโญ่ ได้บอลจากกลางกระชากบอลมาทางฝั่งขวาก่อนเลี้ยงบอลจี้เข้าเขตโทษแล้วตัดสินใจ ยิงเองอัดไปที่เสาสองแต่บอลยังไปติดมือของ เคลาดิโอ บราโว่ ปัดออกหลังไปช่วยทีมเอาไว้ได้
นาที 78 เป็นจังหวะได้ลุ้นตีไข่แตกของชิลี โรดริโก้ เตลโล่ ตัวสำรองเตะมุมวางยาวมาถึงกลางประตู อุมเบร์โต้ ซัวโซ่ ได้ซัดบอลลอยโค้งตกลงโดนเหลี่ยมบนของคานออกไป
ช่วงทดเจ็บ ชิลียังมีลุ้นตีไข่แตกจากจังหวะที่ ฮอร์เก้ วัลดิเวีย ตัวสำรองชิลีได้มีโอกาสยิงไม่ดีพอที่จะเป็นประตู กรรมการเป่าจบ90นาที "แซมบ้า" บราซิล ถล่มชิลี ไปแบบขาดลอย 3:0 เดินเข้าสู่รอบ8ทีมสุดท้าย
ศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2553
บราซิล 3:0 ชิลี
ครึ่งแรก เริ่มครึ่งแรกชิลีได้เป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มเล่นก่อน ชิลีก็เปิดเกมบุกทันที แต่ทีมที่ได้ลุ้นก่อนกลับเป็น บราซิลในนาที 4 จากจังหวะโต้กลับเร็วของบราซิล หลุยส์ ฟาเบียโน่ หลุดมาทางขวาเลี้ยงจี้เข้าเขตโทษแล้วซัดด้วยขวาแต่ยิงบดไปมากบอลเลยเสา สองออกหลังไป
บราซิลเริ่มมาเป็นชุด นาที 8 จิลแบร์โต้ ซิลวา ได้ซัดไกลนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งแรงติดไซด์ก้อยทำท่าจะมุดเสาแต่ เคลาดิโอ บราโว่ ยังไม่พลาดกระโดดพุ่งปัดไว้ได้และอึดใจเดียว กาก้า ก็ได้ส่องไกลนอกกรอบบ้างแต่ยังไม่ดีพอ

นาที 13จากลูกวางบอลยาวกลางสนามมาถึงหน้าเขตโทษ อุมเบร์โต้ ซัวโซ่ ยิงเร็วด้วยขวาทันที ชูลิโอ เซซ่าร์ ยังรับไว้ได้ และอีกสองนาทีถัดมา รามิเรส แข้งแซมบ้ามีโอกาสได้ส่องไกลนอกกรอบ เคลาดิโอ บราโว่ นายทวารชิลีล้มตัวรับไว้ได้
ชิลีหาทางเจาะเกมบราซิลลำบากจึงได้ลองส่องไกลนอกกรอบในนาที 22 ของอเล็กซิส ซานเชซ และอีกจังหวะจากการยิงไกลของ กอนซาโล่ ฆาร่า
นาที28บราซิลได้ลูกเตะมุม ดั๊กลาส ไมค่อน เปิดลูกเตะมุมโด่งยาวมาหน้าประตู ฮวน ได้เทกตัวขึ้นโขกแตผิดเหลี่ยมไปมากบอลปลิ้นออกหลังไป
แซมบ้ามาได้ประตูขึ้นนำเป็น 1:0 จน ได้ในนาที 35 จากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา ดั๊กลาส ไมค่อน วางบอลยาวมาหน้าประตู ฮวน ได้กระโดดขึ้นโหม่งไม่พลาดบอลเสียบตาข่ายเข้าไปสุดสวย
นาที 38 บราซิลมาได้ประตูหนีห้างเป็น 2:0 จากจังหวะที่ โรบินโญ่ ลากบอลมาทางกราบซ้ายจ่ายตัดเข้าในให้ กาก้า แล้วแทงบอลเร็วไปหน้าประตู หลุยส์ ฟาเบียโน่ ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษโชว์ทักษะล็อคหลบ เคลาดิโอ บราโว่ ประตูชิลี แล้วยิงเข้าไปจ่อๆแบบเลือดเย็นบอลข้ามเส้นเข้าประตูไป
ช่วงท้ายเกมในครึ่งแรก ยังเป็นบราซิลที่ครองเกมได้มากกว่าและได้ลุ้นจากลูกพุ่งโหม่งของ หลุยส์ ฟาเบียโน่ จบเกมครึ่งแรก "แซมบ้า" บราซิล ยังนำ ชิลี อยู่2:0
ครึ่งหลัง เริ่งเกมครึ่งหลังแค่3นาทีแรกบราซิลก็ได้ลุ้นก่อนอย่างรวดเร็วจากลูกฟรีคิก นอกกรอบทางซ้าย ดาเนียล อัลเวส เป็นคนปั้นบอลเหินข้ามคานหลุดเสาสองออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย
นาที 59 แซมบ้ามาได้ประตูหนีห่างออกไปอีกเป็น 3:0 จากจังหวะที่ รามิเรส ตัดบอลได้จากกลางสนามกระชากบอลลากเลื่อยมาถึงไกล้เขตโทษชิลีแล้วแทงบอลออก ด้านซ้ายให้ โรบินโญ่ ยิงปั้นด้วยขวาบอลเสียบเสาเข้าไปสุดงาม
นาที 66 ชิลีได้ลุ้นตีไข่แตกจากจังหวะที่ อเล็กซิส ซาน จ่าบบอลตัดเข้ากลางให้ ฮอร์เก้ วัลดิเวีย แตะบอลแล้วซัดด้วยขวาใบไม้ล่วงเสียบหลังตาข่ายยังไม่เป็นประตูและอีก3นาที ถัดมา กาก้า ได้มีโอกาสลุ้นประตูจากลูกส่องไกลนอกกรอบแต่บอลเหินข้ามคานออกหลังไป
แซมบ้าบราซิลมาได้โอกาสทองอีกครั้งนาที 73 จากจังหวะโต้กลับเร็ว โรบินโญ่ ได้บอลจากกลางกระชากบอลมาทางฝั่งขวาก่อนเลี้ยงบอลจี้เข้าเขตโทษแล้วตัดสินใจ ยิงเองอัดไปที่เสาสองแต่บอลยังไปติดมือของ เคลาดิโอ บราโว่ ปัดออกหลังไปช่วยทีมเอาไว้ได้
นาที 78 เป็นจังหวะได้ลุ้นตีไข่แตกของชิลี โรดริโก้ เตลโล่ ตัวสำรองเตะมุมวางยาวมาถึงกลางประตู อุมเบร์โต้ ซัวโซ่ ได้ซัดบอลลอยโค้งตกลงโดนเหลี่ยมบนของคานออกไป
ช่วงทดเจ็บ ชิลียังมีลุ้นตีไข่แตกจากจังหวะที่ ฮอร์เก้ วัลดิเวีย ตัวสำรองชิลีได้มีโอกาสยิงไม่ดีพอที่จะเป็นประตู กรรมการเป่าจบ90นาที "แซมบ้า" บราซิล ถล่มชิลี ไปแบบขาดลอย 3:0 เดินเข้าสู่รอบ8ทีมสุดท้าย
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ข่าวฟุตบอล ฟ้าขาวถลุงจังโก 3-1 ฉลุยชนเบียร์
ข่าวฟุตบอล ฟ้าขาวถลุงจังโก 3-1 ฉลุยชนเบียร์
สมราคาทีมเต็ง อาร์เจนติน่าเป็นฝ่ายเอาชนะเม็กซิโกไม่ยากเย็น 3-1 โดยคาร์ลอส เตเวซ หัวหอกตัวเก่งซัดคนเดียว 2 เม็ด บวกกับอีกประตูของกอนซาโล่ อิกัวอิน ทำให้พวกเขาทะยานเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศไปเจอกับเยอรมันนีแล้ว
ฟุตบอลโลก 2010 รอบ 16 ทีม
อาร์เจนติน่า 3 - 1 เม็กซิโก
อาร์เจนติน่า พบ เม็กซิโก ทีมจากละตินอเมริกาเช่นกัน โดยเกมนี้ทัพฟ้าขาวส่งชุดใหญ่ลงสนาม นำโดย 3 ประสาน ลิโอเนล เมสซี่, คาร์ลอส เตเวซ และ กอนซาโล่ อิกัวอิน ขณะที่จังโก้ฝากความหวังที่ ฮาเวียร์ "ชิชาริโต้" เอร์นานเดซ, โจวานี่ ดอส ซานโตส และ อดอลโฟ่ เบาติสต้า
เริ่ม เกมมา เม็กซิโกทำเกมได้ดุดัน นาทีที่ 8 ก็ทักทายอย่างน่าหวาดเสียวจากลูกยิงไกลนอกกรอบของ คาร์ลอส ซัลซิโด้ ที่ส่งบอลไปชนคานอย่างจัง ทำเอาแฟนๆ ครางฮือ

แต่นาทีที่ 26 อาร์เจนติน่าก็นำ 1-0 เมื่อเมสซี่ดีดบอลให้คาร์ลอส เตเวซ โขกจ่อๆ ตุงตาข่าย ท่ามกลางแข้งจังโก้ที่พากันประท้วงว่าล้ำหน้า แต่กรรมการปล่อยผ่าน
หลังได้ประตูนำ ทัพฟ้าขาวก็ได้ใจ กระทั่งนาทีที่ 33 ก็นำห่าง 2-0 เมื่อกอนซาโล่ อิกัวอิน ฉกบอลจากริคาร์โด้ โอโซริโอ เซนเตอร์ฮาล์ฟจังโก้แล้วพาบอลลุยขึ้นไปยิงตุงตาข่ายอย่างเหนือชั้น ทำให้เขานำเป็นดาวซัลโวในรายการนี้จากการสังหารไปแล้ว 4 ประตู
เม็กซิโก พยายามบุก ก่อนหมดครึ่งแรกนาทีเดียว ราฟาเอล มาร์เกซ กปตันจังโก้สบโอกาสส่องไกล 30 หลา แต่ติดเซฟ เซร์คิโอ โรเมโร่ ผู้รักษาประตูฟ้าขาว จบครึ่งแรก อาร์เจนติน่าจึงนำเม็กซิโก 2-0
ใน ครึ่งหลัง เม็กซิโกแก้เกมส่ง ปาโบล บาร์เรร่า กองหน้าลงมาเล่นแทน อดอลโฟ่ เบาติสต้า แต่สถานการณ์ก็ยังเป็นใจให้อาร์เจนติน่า
นาทีที่ 52 ฟ้าขาวนำห่าง 3-0 เมื่อเตเวซ ได้โอกาสวางเท้ายิงด้วยขวาส่งบอลตุงตาข่ายเด็ดขาด เป็นประตูที่สองของเขาในนัดนี้ด้วย
ถัดมานาทีที่ 69 จังโก้หวิดตีไข่แตก เมื่อคาร์ลอส ซัลซิโด้ โยนบอลให้ บาร์เรร่า ตัวสำรอง ยิงข้ามตัวนายด่านฟ้าขาวไปแล้ว แต่ติด มาร์ติน เดมิเคลิส ที่โหม่งสกัดได้บนเส้นปากประตู
ต้องรอจนนาทีที่ 71 เม็กซิโกจึงไล่มาที่ 1-3 จากลูกยิงของ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ แต่ก็ไม่ทันแล้ว จบเกมอาร์เจนติน่าถล่มเม็กซิโก 3-1 ส่งให้ทัพฟ้าขาวผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปพบ เยอรมัน ในวันเสาร์ที่ 3 ก.ค.นี้
ข่าวฟุตบอล อินทรีเหล็ก ถลุงสิงโตขาด 4-1
ข่าวฟุตบอลโลก อินทรีเหล็ก เยอรมัน โชว์ฟอร์มเด็ดขาดเอาชนะ สิงโตคำราม อังกฤษ ได้อย่างขาดลอย 4-1 โดยเกมนี้มีลูกปัญหาเหมือนนัดชิงปี 1966 ที่อังกฤษ ยิงชนคานบอลตกผ่านเส้นแต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ประตูทำให้กระแสเกมไม่พลิกมา เข้าทาง
ฟุตบอลโลก 2010 รอบน็อคเอาต์ (27 มิ.ย.53)
เยอรมัน 4-1 อังกฤษ
สนาม : ฟรีสเตท สเตเดี้ยม

ประตู :
1-0 โคลเซ่ 20
2-0 โพดอลสกี้ 33
2-1 อัพสัน 38
3-1 มุลเลอร์ 67
4-1 มุลเลอร์ 70
เกมสุดยอดของรอบสองเมื่อสองทีมดัง “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน และ “สิงโตคำราม” อังกฤษ ต้องมาเจอกันเองในรอบที่ 2 โดยเกมนี้ทั้งสองทีมปึ้กสุดๆ เยอรมันได้ มิโรสลาฟ โคลเซ่ พ้นโทษแบน ขณะที่อังกฤษ ใช้ชุดเดิมจากเกมที่ชนะสโลวีเนีย ล่าสุด
เริ่มต้นเกมมาทางด้านเยอรมัน เป็นฝ่ายที่เปิดฉากลุยเข้าใส่ทันที และแค่นาทีที่ 4 ก็เกือบได้เฮแล้ว โดยเป็นจังหวะของ โอซิล ที่ได้บอลเปิดเข้าเขตโทษก่อนจะหลุดเข้าไปได้ซัดเดี่ยวๆ แต่เจมส์ ใช้ขาเซฟได้อย่างหวุดหวิด
หลังจากนั้น เกมเป็นของทีมเมืองเบียร์ที่เล่นได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน โดยอังกฤษ ต่อบอลทำเกมแทบไม่ได้เลย และมาถึงนาทีที่ 20 เยอรมัน ก็มาได้ประตูนำ 1-0 ในจังหวะที่ นอยเออร์ สาดบอลจากประตูขึ้นมาบอลกระเด้งมาเข้าทาง โคลเซ่ วิ่งหลุดเข้าเขตโทษแล้วเบียดเอาชนะอัพสันได้ ก่อนจะจิ้มผ่าน เจมส์ เข้าไป
อังกฤษ พยายามตอบโต้แต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก ตรงข้ามกับเยอรมัน ที่ลุยขึ้นมาทีไรก็สร้างความป่วนได้ตลอด และ โคลเซ่ ก็เกือบจะยิงประตูที่สองได้ด้วยเมื่อได้บอลจ่ายทะลุช่องให้โดย มุลเลอร์ แต่ยิงไม่ผ่านเจมส์
แต่เยอรมัน ก็มาหนีเป็น 2-0 ได้สำเร็จในนาทีที่ 33 จากการประสานงานสุดยอดจากการต่อบอลเป็นทอดๆ โอซิล ให้โคลเซ่ ดีดทำชิ่งให้กับ โธมัส มุลเลอร์ หลุดทะลุเข้าไปในเขตโทษ ก่อนจะเปิดให้ โพดอลสกี้ ที่เติมมาพอดีซัดด้วยซ้ายเข้าไปอย่างเฉียบขาด
สิงโตคำรามยังไม่ยอมแพ้ ไล่มาเป็น 2-1 ได้ในอีก 5 นาทีต่อมาจากจังหวะลูกเตะมุมทางฝั่งขวา แล้วเล่นสั้นกัน ก่อนที่เป็น เจอร์ราร์ด เปิดลึกเข้ามาให้ อัพสัน ได้ขึ้นโขกบอลแก้ตัวจากความผิดพลาดที่ทำให้ทีมเสียประตูแรก
นาทีถัดมา อังกฤษ ควรได้ประตูตีเสมอเป็น 2-2 ด้วยเมื่อดันเกมขึ้นมาอีก เดโฟ พลิกบอลหน้าเขตโทษแต่โดนสกัดได้ บอลมาเข้าทาง แลมพาร์ด วิ่งเติมมายิงแบบเน้นๆบอลพุ่งไปชนคานก่อนกระเด้งลงมา แต่กลายเป็นการเฮเก้อกันทั้งทีมเมื่อผู้ตัดสินไม่ให้ประตู
ช่วงที่เหลือ อังกฤษ ยังพยายามจะบุกเพื่อตีเสมอให้ได้ แต่ว่าก็ทำไม่สำเร็จ จบเกมครึ่งแรกเยอรมัน จึงยังนำอยู่เหมือนเดิม
ครึ่งหลังอังกฤษ ลุยต่อเนื่องและเกือบจะตีเสมอได้จากลูกฟรีคิกระยะกว่า 35 หลา แลมพาร์ด ตะบันด้วยขวาบอลพุ่งไปชนคานดังสนั่น ถือเป็นการเปิดฉากครึ่งหลังให้สนุกตื่นเต้นอีกครั้ง โดยหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เปิดเกมแลกกันตลอด
อังกฤษ พยายามบี้หนักและจ่ายบอลขึ้นหน้าให้เร็วขึ้น ซึ่งก็ทำได้สวย 2-3 ครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ ขณะที่เยอรมัน โต้กลับมาและใช้การยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษโดยมีจังหวะของ มุลเลอร์ และชไวน์สไตเกอร์ ที่ได้ลุ้นเหมือนกัน
แต่มาถึงนาทีที่ 67 อังกฤษ ก็มาเสียประตู 3-1 ในจังหวะที่ขึ้นไปเล่นลูกเตะมุมแล้วมาพลาดโดนสวนกลับเร็ว เยอรมันขึ้นมา 3 ต่อ 2 ก่อนที่ ชไวน์สไตเกอร์ จะเลือกจ่ายให้ มุลเลอร์ จบสกอร์เข้าไปอย่างสวยงาม
เกมมาขาดในอีก 3 นาทีถัดมา โดยเป็นประตูในรูปแบบเดิมเป๊ะเมื่อเยอรมัน สวนกลับในจังหวะที่อังกฤษ พลาดในการเล่นลูกเตะมุมเป็นทางด้าน โอซิล ที่สปีดพาบอลหนี แบร์รี่ ไปแบบคนละชั้นก่อนจะใส่พานให้ มุลเลอร์ เติมมาเข้าฮอสสบายๆ
ที่สกอร์ 4-1 เยอรมัน ก็เล่นประคองตัวอย่างสบายๆ แต่อังกฤษ ก็ยังไม่ถึงกับถอดใจมีจังหวะที ่เจอร์ราร์ด เติมมาได้ยิงในเขตโทษแต่ว่านอยเออร์ เซฟได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนที่สุดท้ายจะรักษาสกอร์เอาไว้ได้สำเร็จ และได้ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายรอเจออาร์เจนติน่า หรือเม็กซิโก
ผู้ ตัดสิน : ลาร์ริออนด้า
ฟุตบอลโลก 2010 รอบน็อคเอาต์ (27 มิ.ย.53)
เยอรมัน 4-1 อังกฤษ
สนาม : ฟรีสเตท สเตเดี้ยม

ประตู :
1-0 โคลเซ่ 20
2-0 โพดอลสกี้ 33
2-1 อัพสัน 38
3-1 มุลเลอร์ 67
4-1 มุลเลอร์ 70
เกมสุดยอดของรอบสองเมื่อสองทีมดัง “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน และ “สิงโตคำราม” อังกฤษ ต้องมาเจอกันเองในรอบที่ 2 โดยเกมนี้ทั้งสองทีมปึ้กสุดๆ เยอรมันได้ มิโรสลาฟ โคลเซ่ พ้นโทษแบน ขณะที่อังกฤษ ใช้ชุดเดิมจากเกมที่ชนะสโลวีเนีย ล่าสุด
เริ่มต้นเกมมาทางด้านเยอรมัน เป็นฝ่ายที่เปิดฉากลุยเข้าใส่ทันที และแค่นาทีที่ 4 ก็เกือบได้เฮแล้ว โดยเป็นจังหวะของ โอซิล ที่ได้บอลเปิดเข้าเขตโทษก่อนจะหลุดเข้าไปได้ซัดเดี่ยวๆ แต่เจมส์ ใช้ขาเซฟได้อย่างหวุดหวิด
หลังจากนั้น เกมเป็นของทีมเมืองเบียร์ที่เล่นได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน โดยอังกฤษ ต่อบอลทำเกมแทบไม่ได้เลย และมาถึงนาทีที่ 20 เยอรมัน ก็มาได้ประตูนำ 1-0 ในจังหวะที่ นอยเออร์ สาดบอลจากประตูขึ้นมาบอลกระเด้งมาเข้าทาง โคลเซ่ วิ่งหลุดเข้าเขตโทษแล้วเบียดเอาชนะอัพสันได้ ก่อนจะจิ้มผ่าน เจมส์ เข้าไป
อังกฤษ พยายามตอบโต้แต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก ตรงข้ามกับเยอรมัน ที่ลุยขึ้นมาทีไรก็สร้างความป่วนได้ตลอด และ โคลเซ่ ก็เกือบจะยิงประตูที่สองได้ด้วยเมื่อได้บอลจ่ายทะลุช่องให้โดย มุลเลอร์ แต่ยิงไม่ผ่านเจมส์
แต่เยอรมัน ก็มาหนีเป็น 2-0 ได้สำเร็จในนาทีที่ 33 จากการประสานงานสุดยอดจากการต่อบอลเป็นทอดๆ โอซิล ให้โคลเซ่ ดีดทำชิ่งให้กับ โธมัส มุลเลอร์ หลุดทะลุเข้าไปในเขตโทษ ก่อนจะเปิดให้ โพดอลสกี้ ที่เติมมาพอดีซัดด้วยซ้ายเข้าไปอย่างเฉียบขาด
สิงโตคำรามยังไม่ยอมแพ้ ไล่มาเป็น 2-1 ได้ในอีก 5 นาทีต่อมาจากจังหวะลูกเตะมุมทางฝั่งขวา แล้วเล่นสั้นกัน ก่อนที่เป็น เจอร์ราร์ด เปิดลึกเข้ามาให้ อัพสัน ได้ขึ้นโขกบอลแก้ตัวจากความผิดพลาดที่ทำให้ทีมเสียประตูแรก
นาทีถัดมา อังกฤษ ควรได้ประตูตีเสมอเป็น 2-2 ด้วยเมื่อดันเกมขึ้นมาอีก เดโฟ พลิกบอลหน้าเขตโทษแต่โดนสกัดได้ บอลมาเข้าทาง แลมพาร์ด วิ่งเติมมายิงแบบเน้นๆบอลพุ่งไปชนคานก่อนกระเด้งลงมา แต่กลายเป็นการเฮเก้อกันทั้งทีมเมื่อผู้ตัดสินไม่ให้ประตู
ช่วงที่เหลือ อังกฤษ ยังพยายามจะบุกเพื่อตีเสมอให้ได้ แต่ว่าก็ทำไม่สำเร็จ จบเกมครึ่งแรกเยอรมัน จึงยังนำอยู่เหมือนเดิม
ครึ่งหลังอังกฤษ ลุยต่อเนื่องและเกือบจะตีเสมอได้จากลูกฟรีคิกระยะกว่า 35 หลา แลมพาร์ด ตะบันด้วยขวาบอลพุ่งไปชนคานดังสนั่น ถือเป็นการเปิดฉากครึ่งหลังให้สนุกตื่นเต้นอีกครั้ง โดยหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เปิดเกมแลกกันตลอด
อังกฤษ พยายามบี้หนักและจ่ายบอลขึ้นหน้าให้เร็วขึ้น ซึ่งก็ทำได้สวย 2-3 ครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ ขณะที่เยอรมัน โต้กลับมาและใช้การยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษโดยมีจังหวะของ มุลเลอร์ และชไวน์สไตเกอร์ ที่ได้ลุ้นเหมือนกัน
แต่มาถึงนาทีที่ 67 อังกฤษ ก็มาเสียประตู 3-1 ในจังหวะที่ขึ้นไปเล่นลูกเตะมุมแล้วมาพลาดโดนสวนกลับเร็ว เยอรมันขึ้นมา 3 ต่อ 2 ก่อนที่ ชไวน์สไตเกอร์ จะเลือกจ่ายให้ มุลเลอร์ จบสกอร์เข้าไปอย่างสวยงาม
เกมมาขาดในอีก 3 นาทีถัดมา โดยเป็นประตูในรูปแบบเดิมเป๊ะเมื่อเยอรมัน สวนกลับในจังหวะที่อังกฤษ พลาดในการเล่นลูกเตะมุมเป็นทางด้าน โอซิล ที่สปีดพาบอลหนี แบร์รี่ ไปแบบคนละชั้นก่อนจะใส่พานให้ มุลเลอร์ เติมมาเข้าฮอสสบายๆ
ที่สกอร์ 4-1 เยอรมัน ก็เล่นประคองตัวอย่างสบายๆ แต่อังกฤษ ก็ยังไม่ถึงกับถอดใจมีจังหวะที ่เจอร์ราร์ด เติมมาได้ยิงในเขตโทษแต่ว่านอยเออร์ เซฟได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนที่สุดท้ายจะรักษาสกอร์เอาไว้ได้สำเร็จ และได้ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายรอเจออาร์เจนติน่า หรือเม็กซิโก
ผู้ ตัดสิน : ลาร์ริออนด้า
วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เดโฟสุดหล่อยิงสุดสวยช่วยสิงคว้าชัย 1-0

เจอร์เมน เดโฟกองหน้าซาไกตอบแทนฟาบิโอ คาเปลโล่ด้วยประตูชัยดับ+เขี่ยสโลเวเนียหวุดหวิด 1-0 แต่โชคร้ายสหรัฐอเมริกาดันแซงเฮได้แชมป์กลุ่มเลยต้องไปชนตออย่างเยอรมันใน รอบ 16 ทีมสุดท้ายแทน
ฟุตบอลโลก 2010 กลุ่ม C
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2553
สโลเวเนีย 0 - 1 อังกฤษ
ประตู : 0-1 เจอร์เมน เดโฟ น.23
เดโฟคู่หมูตามคาด-มิลเนอร์ทำเกมริมเส้น
เจอร์เมน เดโฟได้ลงเล่นร่วมกับเวย์น รูนี่ย์ให้กับทีมชาติอังกฤษในแดนหน้าตามที่คาดการณ์กันได้ ส่วนแผงมิดฟิลด์เป็นแลมพาร์ดคู่เจอร์ราร์ด และมีแบร์รี่เป็นกองกลางตัวรับ ในขณะที่เกมริมเส้นเจมส์ มิลเนอร์ได้รับโอกาสแก้ตัว หลังจากเกมแรกเตะได้ห่วยแตกสุด ๆ
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553
แอฟริกาใต้เซ็ง!ดับฝรั่งเศส2-1แต่ปิ๋วรอบแรก

ข่าวฟุตบอลโลก 2010
รอบแรก นัดสุดท้าย
กลุ่ม เอ
ฝรั่งเศส 1 - แอฟริกาใต้ 2
รอบแรก นัดสุดท้าย
กลุ่ม เอ
ฝรั่งเศส 1 - แอฟริกาใต้ 2
เกมสำคัญของทั้งฝรั่งเศสและ แอฟริกาใต้ เจ้าภาพ ที่ต้องเก็บชัยชนะด้วยสกอร์มากๆ และลุ้นผลอีกคู่ไม่ให้เสมอกัน ถึงจะมีลุ้นแซงเข้ารอบ แต่ก็ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องรอปาฏิหาริย์ทั้งคู่
ตราไก่ปรับทัพถึง 6 ตำแหน่ง เฌเรมี่ ตูลาล็อง ติดโทษแบน ส่วน ปาทริซ เอวร่า กัปตันทีม เป็นสำรอง หลังมีปัญหากับนักกายภาพ และเป็นแกนนำประท้วงไม่ลงซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนหน้านี้ก็ไล่ นิโกล่าส์ อเนลก้า กลับบ้านไปก่อนแล้ว
เกมนี้ อาลู ดิยาร์ร่า เป็นกัปตันทีมแทน เซบาสเตียง สกิลลาซี่, กาแอล กลิชี่, โยอันน์ กูร์กคุฟฟ์, ฌิบริล ซิสเซ่ และ อ็องเดร-ปิแอร์ ชีญัก ได้โอกาสลงตัวจริงทั้งหมด
ทางฝั่ง บาฟาน่า บาฟาน่า ก็ปรับระบบมาเล่น 4-4-2 และปรับ 5 ตำแหน่ง อิตูเมเล็ง คูเน่ กับ คากิโช่ ดิคคาชอย ติดโทษแบนทั้งคู่ ส่ง โมเอนีบ โจเซฟส์ ลงเฝ้าเสาแทน ที่เหลือ อาเนเล่ เอ็งคองก้า, บองกานี่ คูมาโล่, ธานดูยิเซ่ คูโบนี่ และ เบอร์นาร์ด พาร์เกอร์ ได้ลงตัวจริง
เริ่มเกมขึ้นมา 3 นาที ตราไก่ได้โอกาสทักทายแบบงามๆ ก่อน เมื่อ อ็องเดร-ปิแอร์ ชีญัก หลุดเข้าเขตโทษด้านซ้ายแล้ว แต่ดันแปด้วยเท้าขวาบดไปเข้ามือ โจเซฟส์ ไม่ยากเย็นนัก
หลังจากนั้น แอฟริกาใต้เริ่มตั้งเกมได้ และทำเกมบุกได้ดีขึ้น จนนาทีที่ 20 ก็มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากลูกเตะมุมฝั่งขวา ซิฟิเว่ ชาบาลาล่า เปิดด้วยซ้าย อูโก้ โยริส ออกมาตัดบอลพลาด ข้ามไปตกที่ บองกานี่ คูมาโล่ ขึ้นโหม่งแต่บอลไปโดนแถวๆ ต้นแขนเข้าประตูไป
บาฟาน่า บาฟาน่า เกือบได้ลูกสองในนาทีที่ 24 จากลูกทุ่มกลางสนาม คาทเลโก้ เอ็มฟีล่า รับบอลแล้วลากขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนจะตะบันด้วยเท้าขวาระยะ 20 หลา หลุดเสาออกไปไม่มาก
สถานการณ์ของฝรั่งเศสย่ำแย่เข้าไปอีก เมื่อต้องเหลือ 10 คน ในนาทีที่ 25 โยอันน์ กูร์กคุฟฟ์ ขึ้นโหม่งพร้อมกับ แม็คเบธ ซิบาย่า แล้วยกแขนขึ้นไปกระแทกหน้า ทำให้ ออสการ์ รูอิซ ผู้ตัดสินชาวโคลอมเบีย ตัดสินใจชูใบแดงไล่กูร์กกุฟฟ์
นาทีที่ 34 เจ้าภาพมาได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกระยะ 25 หลา ซิฟิเว่ ชาบาลาล่า ปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายข้ามกำแพง แต่ก็ข้ามคานออกไปด้วย
แอฟริกาใต้ เริ่มมีความหวังขึ้นมาแล้ว เมื่อได้ประตูหนีห่าง 2-0 ในนาทีที่ 37 เซโป มาซิเลล่า ลุยขึ้นมาในเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วเปิดยัดให้ คาทเลโก้ เอ็มฟีล่า บอลพันแข้งพันขา แต่ กาแอล กลิชี่ ก็สกัดวืดวาด เอ็มฟีล่าเลยยิงจ่อๆ หลาเดียวไม่เหลือ
นาทีถัดมา กองเชียร์เจ้าถิ่นต้องเฮเก้อ เมื่อเกือบได้เม็ดสามติดๆ เบอร์นาร์ด พาร์เกอร์ เกี่ยวบอลติดแล้วแปเน้นๆ ผ่านโยริสเข้าไป แต่มีธงล้ำหน้ายกขึ้นจากผู้ช่วยผู้ตัดสิน
ตราไก่จะขอประตูคืนบ้าง ฟร้องค์ ริเบรี่ ปั่นฟรีคิกเน้นๆ ในนาทีที่ 40 แต่โจเซฟส์ ปัดข้ามคานออกไปได้ จบครึ่งแรก แอฟริกาใต้นำ 2-0
ครึ่งหลัง ฝรั่งเศส ปรับทัพด้วยการส่ง ฟลอร็องต์ มาลูด้า ลงไปแทน อ็องเดร-ปิแอร์ ชีญัก
นาทีที่ 51 แอฟริกาใต้ น่าได้ประตูที่สามอย่างที่สุด เมื่อ ซิฟิเว่ ชาบาลาล่า แทงบอลให้ คาทเลโก้ เอ็มฟีล่า สอดหนี บาการี่ ซาญ่า ไม่ล้ำหน้า ก่อนแปผ่าน โยริส ไปชนเสาออกหลัง
ตราไก่ ต้องเปลี่ยนตัวที่สองในนาทีที่ 55 ส่ง เธียร์รี่ อองรี ลงแทน ฌิบริล ซิสเซ่ เป็นการลงเล่นนัดที่ 17 ในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ทำสถิติสูงสุดเทียบเท่า ฟาเบียง บาร์กเตซ ด้วย
เจ้าถิ่นพยายามบุกเอาประตูที่สามให้ได้ นาทีที่ 57 คาทเลโก้ เอ็มฟีล่า กองหน้าตัวเก่ง ตะบันด้วยขวาเต็มเหนี่ยวจากระยะ 20 หลา แต่ โยริส ปัดออกหลังไปได้
ฝรั่งเศส มาเบิกประตูแรกในศึกฟุตบอลโลกหนนี้จนได้ในนาทีที่ 70 ไล่สกอร์ขึ้นมาเป็น 1-2 เมื่อ ฟร้องค์ ริเบรี่ หลุดเข้าเขตโทษด้านขวาแล้วเปิดบอลผ่าน โจเซฟส์ ไปให้ มาลูด้า ที่ยืนรออยู่หน้าประตู แปด้วยขวาเข้าไปโล่งๆ
แต่ก็ทำได้แค่นั้น จบเกม แอฟริกาใต้ เฉือนชนะ ฝรั่งเศส ไปได้ 2-1 กอดคอกันตกรอบแรกทั้งคู่ แม้เจ้าภาพจะมี 4 แต้มเท่ากับเม็กซิโก แต่ประตูได้เสียสู้ไม่ได้
ผู้เล่นทั้งสองทีมที่ลงสนาม
ฝรั่งเศส : อูโก้ โยริส (1), บาการี่ ซาญ่า (2), วิลเลี่ยม กัลลาส (5), กาแอล กลิชี่ (22),โยอันน์ กูร์กกุฟฟ์ (8), ฌิบริล ซิสเซ่ (9), อ็องเดร-ปิแอร์ ชีญัก (11), เซบาสเตียง สกิลลาซี่ (17), อาลู ดิยาร์ร่า (18), อาบู ดิยาบี้ (19), ฟร้องค์ ริเบรี่ (7)
แอฟริกาใต้ : ชู-ไอบ์ วอลเตอร์ส (1), เซโป มาซิเลล่า (3), อารอน โมโคเอน่า (4), ลูคัส ธวาล่า (5), แม็คเบธ ซิบาย่า (6), ซิฟิเว่ ชาบาลาล่า (8), คาทเลโก้ เอ็มฟีล่า (9), สตีเว่น พีนาร์ (10), เซอร์ไพรส์ โมริรี่ (17), บองกานี่ คูมาโล่ (20), ธานดูยิเซ่ คูโบนี่ (23)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
